Microsoft Dataverse คืออะไร
Dataverse คือแพลตฟอร์มจัดเก็บและจัดการข้อมูลที่ Microsoft สร้างมาเพื่อรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันทางธุรกิจโดยเฉพาะ และเป็นรากฐานหลักของ Microsoft Power Platform ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Power Apps, Power Automate หรือ Power BI
ที่หลายคนสับสนคือมักมองว่ามันเป็น “ฐานข้อมูลอีกตัวหนึ่ง” เหมือน SQL Server หรือ MySQL ซึ่งก็ไม่ผิดครับ แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะ Dataverse ให้มากกว่านั้น
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ ถ้า SQL Server คือที่ดินเปล่า Dataverse ก็คือที่ดินที่มีระบบไฟฟ้า ประปา ระบบรักษาความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานติดตั้งมาให้ครบแล้ว คุณแค่เข้ามาสร้างบ้านได้เลย ไม่ต้องเดินสายไฟหรือขุดท่อน้ำเอง
ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้หลายคนมองว่ามัน “แพง” เพราะเอาไปเปรียบกับราคาที่ดินเปล่าอย่าง SQL Server ตรง ๆ โดยไม่ได้นับรวมสิ่งที่ติดมาด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงในส่วนถัดไปครับ
หลายองค์กรมองข้าม “Dataverse” ไปอย่างน่าเสียดาย
ผมมีโอกาสช่วยลูกค้าหลายรายในโปรเจกต์ Power Platform และสังเกตว่าแทบไม่มีใครเลยที่ขอใช้ Dataverse ตั้งแต่แรก ส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ยินชื่อนี้ด้วยซ้ำ
เหตุผลที่มักได้ยินเวลาลูกค้าปฏิเสธ Dataverse มีอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็น “แพงเกินไป”, “เราต้องการ SQL”, “รู้สึกว่ามันช้า” หรือ “ไม่รู้จักเลย ไม่แน่ใจว่าดีพอไหม”
ซึ่งก็เข้าใจได้ครับ ถ้ามองแค่ในมุมของ “ฐานข้อมูล” อย่างเดียว Dataverse ก็ดูแพงจริง แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่คุณจ่ายไปไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บข้อมูล แต่ครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการสร้างและดูแลแอปพลิเคชันทางธุรกิจ
ความสามารถจริงของ Dataverse ที่มีฟีเจอร์เด่นที่ได้มาพร้อมกันเลย
เวลาที่ได้ยินว่า “เราเก็บข้อมูลใน Dataverse ได้” หลายคนมักคิดว่า “ก็แค่ฐานข้อมูลทั่วไปนั่นเอง” ซึ่งก็ถูกต้องครึ่งหนึ่งครับ มันเป็นฐานข้อมูลจริง แต่ทำได้มากกว่านั้นมาก
นี่คือฟีเจอร์เด่นที่ได้มาพร้อมกันเลย
- รากฐานที่แข็งแกร่ง ทำงานบน Azure SQL และ Azure Cosmos DB ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับ Enterprise ของ Microsoft
- Business Logic ในตัว มี Server ที่รันบน .NET Framework พร้อมให้คุณกำหนด Logic ทางธุรกิจที่ผูกติดกับฐานข้อมูลได้เลย โดยไม่ต้องไปสร้าง Backend แยกต่างหาก
- เขียนโค้ดของตัวเองได้ หากต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น ก็สามารถเขียนและ Deploy ฟังก์ชันของตัวเองได้เช่นกัน
- เชื่อมต่อได้ทันที ทุก Table จะได้รับ REST API และ Webhook เป็นของตัวเองโดยอัตโนมัติ พร้อมให้ระบบอื่นเรียกใช้ได้เลย
- ความปลอดภัยที่ไม่ต้องตั้งค่าเอง มีระบบ Backup อัตโนมัติและ Point-in-time Restore ให้พร้อมตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องดูแลเพิ่มเติม
1. รากฐานที่แข็งแกร่ง มาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่า
สิ่งที่มักได้ยินบ่อยครั้งคือ “โปรเจกต์นี้เราใช้ SQL อยู่แล้ว งั้นไปสร้าง Azure SQL Database แยกต่างหากดีกว่า”
ความจริงคือ Dataverse ทำงานบน Azure SQL อยู่แล้วครับ และที่สำคัญกว่านั้นคือมันรวมอยู่ใน License ของ Power Platform ส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มสำหรับฐานข้อมูลแยก ในเมื่อมีอยู่แล้วใน License ที่ใช้อยู่
https://azure.microsoft.com/en-us/pricing/details/azure-sql-database/single/#pricing
Power Platform Licensing Guide (December 2025)
ในราคาเพียง $15–$20 ต่อเดือน คุณได้พื้นที่เริ่มต้น 20 GB ซึ่งเกินพอสำหรับแอปพลิเคชันทางธุรกิจส่วนใหญ่ และได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกันในราคาที่ถูกกว่าถึง 10 เท่า
สำหรับทีมที่ถนัด SQL อยู่แล้ว ก็ยังสามารถใช้ SQL Server Management Studio เพื่อ Query ข้อมูลใน Dataverse ได้โดยตรง เพียงนำ Instance URL จาก Power Apps Maker Portal มาใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า Dataverse ใช้สิ่งที่ Microsoft เรียกว่า “Dataverse SQL” ซึ่งมีบาง Query หรือฟีเจอร์ที่ไม่รองรับเหมือน SQL ทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แทบทุกกรณีมีวิธีอื่นที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันเสมอ
นอกจาก Table มาตรฐานที่รันบน Azure SQL แล้ว Dataverse ยังมี “Elastic Tables” ที่ออกแบบมาสำหรับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างตายตัว หรืองานที่ต้องรองรับการอ่านและเขียนข้อมูลปริมาณสูงด้วย Latency ต่ำ โดยทำงานบน Azure Cosmos DB ครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: Dataverse elastic tables
Dataverse รองรับข้อมูลจำนวนมากได้ไหม?
คำถามที่ดีครับ ตอบได้ตรงๆ เลยว่า ได้
สิ่งที่หลายคนที่เพิ่งเริ่มใช้ Power Platform อาจไม่รู้คือ Dataverse คือฐานหลักที่ขับเคลื่อน Dynamics 365 CRM ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกใช้งานอยู่ ดังนั้นเรื่องการรองรับข้อมูลหลายล้าน Record จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับมัน
จากประสบการณ์ Dataverse สามารถรองรับการทำงานกับข้อมูลราว 500,000 Records ทั้งการอ่าน เขียน และลบ ภายในช่วงเวลาเพียง 6-8 ชั่วโมง โดยไม่มีปัญหาใด ๆ
เมื่อมี License แล้ว เรื่อง Scalability ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะ Microsoft ดูแลส่วนนี้ให้ทั้งหมดครับ
2. Business Logic ในตัว
ต่อมาคือสิ่งที่เรียกว่า “Plugin” ครับ ชื่ออาจฟังดูแปลกหน่อย แต่ให้คิดง่ายๆ ว่ามันคือโค้ดที่เราเขียนเองแล้ว Deploy เข้าไปใน Dataverse และ “ผูก” ไว้กับการทำงานของข้อมูลในตาราง เช่น เมื่อมีการสร้างหรืออัปเดต Record
Plugin เขียนด้วยภาษา C# พัฒนาผ่าน Visual Studio จากนั้น Build และ Deploy เข้าสู่ Dataverse Environment ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า Plugin Registration Tool (PRT)
แล้ว Plugin ทำอะไรได้บ้าง? ให้นึกภาพว่ามันคือชุดของกฎที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เช่น
- เมื่อสถานะใบแจ้งหนี้เปลี่ยนเป็น “ยืนยันแล้ว” Plugin จะคัดลอกข้อมูลทั้งหมดไปยังตาราง “Posted Sales Invoice” ให้ทันที
- เมื่อมีการเพิ่มสินค้าเข้าใบสั่งขาย Plugin จะตรวจสอบสต็อกในคลังทันที ถ้าสินค้าไม่พอ ก็จะหยุดการบันทึกและแจ้งว่า “สินค้าในคลังไม่เพียงพอ”
- เมื่อออเดอร์ถูกเปลี่ยนสถานะเป็น “จัดส่งแล้ว” Plugin ก็จะลดจำนวนสินค้าคงคลังให้อัตโนมัติเลย
หลายคนอาจคิดว่า “แล้วจะเขียนโค้ดทำไม ในเมื่อ Power Automate หรือ Power Fx ก็ทำได้เหมือนกัน?”
คำตอบคือเรื่องของ Performance และความน่าเชื่อถือครับ
ถ้าต้องอัปเดตข้อมูล 100 Records Power Automate อาจใช้เวลา 30 วินาทีถึงหลายนาที แต่ Plugin ทำเสร็จใน 1-2 วินาที เพราะทำงานอยู่ภายใน Dataverse โดยตรง ไม่มี Network Lag
และที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องความถูกต้องของข้อมูลครับ เคยเจอปัญหาที่ Flow อัปเดตตารางแรกสำเร็จ แต่พอไปตารางที่สองกลับล้มเหลว ทำให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ไหม? กับ Plugin ทุกอย่างอยู่ใน Transaction เดียวกัน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งล้มเหลว ระบบจะ Rollback ทุกอย่างกลับคืนทันที ไม่มีข้อมูลค้างกลางทางแน่นอนครับ
3. Deploy โค้ดของตัวเองได้
นี่คือหนึ่งในฟีเจอร์ที่ทรงพลังที่สุดในมุมมองของผมครับ
โดยหลักการแล้ว ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราเขียน Function หรือ API ด้วยภาษา C# แล้ว Deploy เข้าไปใน Dataverse จากนั้นนำไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น Power Automate, Power Apps หรือแม้แต่เรียกผ่าน Web API โดยตรง
หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ Low-code ไม่มีฟังก์ชันรองรับในสิ่งที่ต้องการ เช่น
- การสร้าง QR Code ในแอป
- การ Merge หรือแยกไฟล์ PDF ใน Flow
- การใส่ Watermark ให้ PDF
- การ Copy ข้อมูลทั้ง Record โดยไม่ต้องระบุทุก Column ใน Patch() เอง
ทางออกหนึ่งคือใช้ Third-party API แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูครับ ว่าคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เพิ่มขึ้นไหม สำหรับงานอย่างการสร้าง QR Code หรือรวมเอกสาร
ส่วน Service ฟรีก็มีให้เลือกใช้เช่นกัน แต่ก็มีสิ่งที่ควรพิจารณาด้วย ทั้งเรื่องความต่อเนื่องของ Service และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะการส่งข้อมูลภายในองค์กรออกไปยัง Service ภายนอกนั้น อาจเป็นประเด็นที่ทีม Security ไม่สะดวกใจนักครับ
จะสร้าง Server เองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ต้องมีทีมดูแลและรับผิดชอบความพร้อมใช้งานของระบบด้วยเช่นกัน
คุณสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วย Custom Plugin ใน Dataverse ครับ
- ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่ต้องจ่ายค่า Subscription ให้ Third-party อีกต่อไป
- ปลอดภัยเต็มที่ ข้อมูลไม่ออกนอกองค์กร ทุกอย่างอยู่ภายใน Environment ของคุณเอง
- ไม่ต้องดูแลระบบ ไม่มี Server ให้จัดการ ทุกอย่างรันอยู่บน Dataverse
- มั่นคงและเสถียร เพราะทำงานบน Azure จึงได้รับประกัน Uptime ที่ 99.9% ตาม SLA
4. เชื่อมต่อได้ทันที
นี่คือหนึ่งในฟีเจอร์พื้นฐานที่มีประโยชน์มากที่สุดครับ
ทุก Table ที่สร้างใน Dataverse ไม่ว่าจะเป็น Table ที่เราสร้างเองหรือ System Table จะมี REST API พร้อมใช้งานทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม และรองรับการทำงานครบทุกรูปแบบตามมาตรฐาน CRUD ทั้ง Create, Read, Update และ Delete
สิ่งนี้เปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างมากครับ เพราะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันที่มีอยู่เดิมเข้ากับ Dataverse ได้เลย โดยไม่ต้องพัฒนาอะไรเพิ่มในฝั่ง Dataverse เลย
เทียบกับฐานข้อมูลทั่วไปอย่าง SQL Server หรือ MySQL แล้ว ปกติเราต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือนานกว่านั้นในการสร้าง API ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน Enterprise เพื่อให้ระบบอื่นเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ Dataverse มีทุกอย่างพร้อมตั้งแต่วันแรกครับ
นอกจากนี้ Dataverse ยังรองรับ Webhook ได้ทันทีเช่นกัน หากต้องการให้ระบบอื่นได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะเกิดขึ้นใน Dataverse ก็ตั้งค่า Webhook ได้เลยโดยไม่ต้องพัฒนาอะไรเพิ่มครับ
5. ความปลอดภัยของข้อมูล
ทุกคนรู้ดีว่า Backup สำคัญแค่ไหนครับ เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราต้องมีตาข่ายรองรับ แต่ถ้าต้องดูแล Server เอง การสร้างระบบ Backup ที่ดีนั้นทั้งแพงและยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะเวลาที่เก็บไว้ ความเร็วในการกู้คืน หรือความถี่ในการสำรองข้อมูล และยิ่งระบบดีเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
Microsoft มอบระบบ Backup ระดับ Enterprise มาให้พร้อมกับทุก Dataverse Environment ครับ
- สำรองข้อมูลอัตโนมัติ ทุก Environment จะถูก Backup ทุก 30 นาที โดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม
- เก็บข้อมูลได้นาน Microsoft เก็บ Backup ไว้ตั้งแต่ 7 ถึง 28 วัน ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของแต่ละ Environment
- Point-in-Time Restore นี่คือฟีเจอร์ที่น่าประทับใจมากครับ เราสามารถเลือกย้อนข้อมูลกลับไปยังช่วงเวลาที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ เพียงไม่กี่คลิก ราวกับว่าความผิดพลาดนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย
สรุป Microsoft Dataverse
หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าจะมองเห็นภาพของ Dataverse ได้ชัดเจนขึ้นนะครับ ว่ามันไม่ได้เป็นแค่ “ฐานข้อมูลที่แพง” อย่างที่หลายคนเข้าใจ
ถ้ามองแค่ราคาอย่างเดียว มันอาจดูสูงกว่าตัวเลือกอื่นจริงครับ แต่เมื่อพิจารณาให้ครบว่าข้างในมี Azure SQL, Cosmos DB, API พร้อมใช้ทันที และระบบ Backup ระดับ Enterprise แล้ว ต้องบอกว่าคุ้มค่ามากครับ แทนที่จะใช้เวลาและทรัพยากรไปสร้างทุกอย่างตั้งแต่ต้น เราสามารถนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เลย
ลองเปิดใจใช้ Plugin, ไว้วางใจใน Scalability และปล่อยให้ Microsoft ดูแลระบบพื้นฐานให้ เพื่อที่เราจะได้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่าได้เต็มที่ครับ
ที่มา: Why every organization should try “Dataverse” – PAWIT.PW















