AI ของคุณรู้เรื่องส่วนตัวมากไปหรือเปล่า? 2 แนวทางใหม่จาก Microsoft เพื่อหยุดการรั่วไหลข้อมูล

AI วันนี้ตอบเก่งแล้ว แต่เข้าใจกาลเทศะพอที่จะไม่ทำข้อมูลเราหลุดหรือยัง? บทความนี้เล่า 2 แนวทางที่ Microsoft ใช้แก้โจทย์นี้
news PrivacyChecker

ปัญหา: เมื่อผู้ช่วย AI พูดเรื่องส่วนตัวมากเกินไป

ทุกวันนี้ผู้ช่วย AI อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อมกับทั้งอีเมล ปฏิทิน และแอปแชตในที่ทำงาน เราเลยเริ่มฝากให้ AI ช่วยจัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันแทนเรา

และถ้าหากในสถานการณ์ที่คุณพิมพ์สั่งผู้ช่วย AI ว่า “ช่วยนัดกินข้าวกับพี่ที่ออฟฟิศให้หน่อย เที่ยงวันศุกร์นะ”

ซึ่ง AI ก็ไปเปิดปฏิทิน เช็กตารางคุณ เช็กตารางพี่คนนั้น ทุกอย่างดูราบรื่นดี แต่ข้อความที่ AI ส่งออกไปอาจเป็น: “พี่…คะ พี่ว่างเที่ยงวันศุกร์ไหมคะ ช่วงเช้า [ชื่อของคุณ] เพิ่งไปพบหมอตามใบนัดที่แนบมา น่าจะสะดวกหลังจากพบหมอเสร็จค่ะ”

จากผู้ช่วยที่ตั้งใจจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น กลายเป็นต้นเหตุของการพูดเรื่องส่วนตัวโดยที่ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ AI ไม่เข้าใจว่าบางข้อมูล “ไม่ควรถูกหยิบมาเล่า” ในบริบทการนัดกินข้าวเฉย ๆ เท่านั้นเอง

แนวคิดหลัก: Contextual Integrity คืออะไร

แนวคิดแบบนี้ ในงานวิจัยเรียกว่า “ความถูกต้องของข้อมูลตามบริบท” (Contextual Integrity) คือความสามารถของ AI ในการแยกให้ออกว่า ข้อมูลไหนแชร์ได้ ข้อมูลไหนควรเก็บไว้ ขึ้นกับว่าเรากำลังคุยกับใคร คุยเรื่องอะไร และเพื่ออะไร พูดง่าย ๆ คือ AI ต้องเข้าใจ “กาลเทศะ” ให้ได้ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด

ปัญหาคือ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่เป็นหัวใจของ AI ส่วนใหญ่ตอนนี้ ยังไม่มีเซนส์เรื่องบริบทแบบนี้มากพอ จึงเสี่ยงทำข้อมูลละเอียดอ่อนรั่วไหลแบบไม่ตั้งใจ บทความนี้เลยจะชวนไปรู้จัก 2 แนวทางใหม่จากทีมวิจัยของ Microsoft ที่กำลังพยายามแก้โจทย์นี้ เพื่อให้เราไว้วางใจ AI ได้มากขึ้น ทั้งในมุมความสะดวก และความเป็นส่วนตัวของเราเอง

แนวทางที่ 1: “PrivacyChecker” ด่านหน้าคัดกรองข้อมูลก่อนรั่วไหล

ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ PrivacyChecker ก็คือ “ด่านหน้าตรวจคนเข้าเมืองของข้อมูล” ก่อนที่ AI จะส่งอะไรออกไป ไม่ว่าจะเป็นคำตอบ ข้อความ หรือการเรียกใช้เครื่องมือใด ๆ ข้อมูลทุกชิ้นจะต้องผ่านการตรวจสอบจาก PrivacyChecker ก่อนเสมอ

ในเชิงเทคนิค

PrivacyChecker ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลเล็ก ๆ (lightweight module) ที่สามารถ “เพิ่มเข้าไปใน AI Agent ตัวเดิมได้เลย” ไม่ต้องฝึกโมเดลใหม่ทั้งหมดให้ยุ่งยาก

หลักการทำงาน

ก่อนที่ AI จะตอบหรือกระทำการใด ๆ PrivacyChecker จะเข้ามาดู “การไหลของข้อมูล” (information flows) ก่อนว่ามีข้อมูลส่วนไหนบ้างกำลังจะถูกส่งออกไป แล้วค่อยประเมินต่อว่า ข้อมูลนั้น “เหมาะ” กับบริบทที่กำลังจะถูกใช้หรือไม่ เช่น คุยกับใคร อยู่ในช่องทางไหน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ถ้าไม่เหมาะ PrivacyChecker ก็จะ “เบรก” ไว้ตั้งแต่ต้นทาง

ผลลัพธ์จากการทดสอบ

กับโมเดล GPT-4o เพียงแค่ใส่ PrivacyChecker เข้าไป ก็ช่วยลดอัตราการรั่วไหลของข้อมูลจาก 33.06% เหลือเพียง 8.32% ได้เลย

ในการทดสอบที่ลงลึกไปอีกกับโมเดล o3 ของ OpenAI ซึ่งถูกปรับแต่งมาเพื่องานที่ซับซ้อน ผลลัพธ์ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน:

SettingBaselinePrivacyChecker
PrivacyLens (2-tool)17.4%7.3%
PrivacyLens-Live (2-tool)24.3%6.7%
PrivacyLens (3-tool)22.6%16.4%
PrivacyLens-Live (3-tool)28.6%16.7%

หมายเหตุ: ตัวเลขคืออัตราการรั่วไหลของข้อมูล (Leak rates) ยิ่งน้อยยิ่งดี

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากตารางนี้คือ พอขยับจากการทดสอบในห้องแล็บ (PrivacyLens) ไปเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงการใช้งานจริงมากขึ้น (PrivacyLens-Live) อัตราการรั่วไหลพื้นฐาน (Baseline) จะพุ่งขึ้นทันที จาก 17.4% เป็น 24.3% ในเคส 2-tool ซึ่งสะท้อนว่าการทดสอบแบบเดิม ๆ มัก “ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป” เมื่อเทียบกับโลกจริง

แต่ในขณะเดียวกัน PrivacyChecker ยังสามารถกดตัวเลขการรั่วไหลให้ต่ำลงได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแบบ 2-tool หรือ 3-tool และไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบทดลอง หรือสถานการณ์ใช้งานจริงก็ตาม

แนวทางที่ 2: สอนให้ AI “คิด” เรื่องความเป็นส่วนตัวได้เอง

ถ้าแนวทางแรกอย่าง PrivacyChecker คือการเอา “ด่านหน้า” มาคอยเช็กข้อมูลก่อนส่งออก แนวทางที่สองนี้จะต่างออกไป คือแทนที่จะใช้โมดูลภายนอกมาคุม นักวิจัยพยายาม “ปลูกฝังเซนส์เรื่องความเป็นส่วนตัว” เข้าไปในตัวโมเดล AI โดยตรงเลย ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด

1. CI-CoT (Contextual Integrity – Chain-of-Thought)

CI-CoT คือการสั่งให้โมเดล “คิดเป็นลำดับขั้น” ก่อนตอบ เช่น

  • ขั้นแรก ประเมินก่อนว่ามีข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้างเกี่ยวข้อง
  • ขั้นต่อมา ตัดสินใจว่าข้อมูลไหนจำเป็นต่อการตอบ
  • แล้วจึงค่อยตัดข้อมูลที่ไม่ควรถูกเปิดเผยออกไป

ข้อดีคือช่วยลดการรั่วไหลของข้อมูลได้จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงสำคัญ คือโมเดลจะ “ระวังตัวเกินไป” จนบางครั้งไม่ยอมให้ข้อมูลที่จำเป็นออกมา ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่าง “ความเป็นส่วนตัว” กับ “ความเป็นประโยชน์” อย่างชัดเจน

2. CI-RL (Contextual Integrity – Reinforcement Learning)

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมวิจัยจึงพัฒนาเทคนิค CI-RL ขึ้นมา ซึ่งซับซ้อนกว่า แต่ก็ฉลาดขึ้นไปอีกขั้น แนวคิดคือ “สอน” ให้ AI หา จุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุด ผ่านการให้รางวัล–ลงโทษระหว่างการเทรนโมเดล

  • ถ้าโมเดลตอบได้ดี ใช้เฉพาะข้อมูลที่เหมาะสม → ได้รางวัล
  • ถ้าโมเดลเผลอเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย → ถูกลงโทษ

ทีมวิจัยสรุปหัวใจของวิธีนี้ไว้สั้น ๆ ว่า 

“This trains the model to determine not only how to respond but whether specific information should be included.”

พูดง่าย ๆ คือไม่ได้สอนให้โมเดลแค่ “ตอบว่าอะไร” แต่สอนให้ “เลือกก่อนว่าข้อมูลไหนควรถูกรวมอยู่ในคำตอบนั้นหรือเปล่า”

ผลลัพธ์จากการทดสอบออกมาน่าสนใจมาก CI-RL สามารถลดการรั่วไหลของข้อมูลได้เกือบพอ ๆ กับ CI-CoT แต่ยังรักษา คะแนนความสามารถในการช่วยเหลือ (Helpfulness Score) ให้สูงใกล้เคียงค่าเดิมได้ ดังตารางด้านล่าง

โมเดลอัตราการรั่วไหล (Base)อัตราการรั่วไหล (+CI-CoT)อัตราการรั่วไหล (+CI-RL)คะแนนช่วยเหลือ (Base)คะแนนช่วยเหลือ (+CI-CoT)คะแนนช่วยเหลือ (+CI-RL)
Mistral-7B-IT47.9%28.8%31.1%1.781.171.84
Qwen-2.5-7B-IT50.3%44.8%33.7%1.992.132.08
Llama-3.1-8B-IT18.2%21.3%18.5%1.051.291.18
Qwen2.5-14B-IT52.9%42.8%33.9%2.372.272.30

บทสรุป: สองแนวทางเพื่อสร้าง AI ที่เราไว้ใจได้มากขึ้น

ถ้ามองภาพรวม PrivacyChecker ก็เหมือน “ยามหน้าประตู” ที่เสริมเข้าไปได้ทันที คอยเช็กทุกคำตอบก่อนปล่อยออกไปว่ามีอะไรเสี่ยงหลุดหรือเปล่า ขณะที่ CI-RL คือการ “ปลูกฝังเซนส์เรื่องความเป็นส่วนตัว” ลงไปในตัวโมเดล AI เอง ให้มันค่อย ๆ เรียนรู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูดในแต่ละบริบท

สองแนวทางนี้ไม่ได้มาแทนกัน แต่เสริมกันคนละด้าน: ด่านหน้าช่วยกันข้อมูลหลุดจากภายนอก ส่วนการปรับโมเดลจากภายในช่วยให้ AI คิดรอบคอบขึ้นตั้งแต่ต้นทาง ผลลัพธ์คือระบบที่ทั้ง “ระมัดระวังมากขึ้น” และยังคง “ช่วยงานเราได้ดี” อยู่ในเวลาเดียวกัน

งานที่เล่ามาทั้งหมดนี้มาจากงานวิจัยของ Microsoft Research เรื่อง Reducing privacy leaks in AI: Two approaches to contextual integrity ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทีมวิจัย AI วันนี้ไม่ได้คิดแค่ให้โมเดลตอบเก่งขึ้น แต่กำลังพยายามทำให้โมเดล “เข้าใจขอบเขต” ของข้อมูลเราให้มากขึ้นด้วย

ในมุมขององค์กรที่กำลังเอา AI เข้ามาอยู่กลางข้อมูลของลูกค้าและพนักงาน งานวิจัยแบบนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนเบา ๆ ว่า เวลาเราเลือกใช้ AI หรือออกแบบโซลูชันใหม่ ๆ คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่แค่ “ทำอะไรได้บ้าง?” แต่ต้องเพิ่มอีกข้อว่า “มันมีกลไกปกป้องบริบทของข้อมูลเราดีพอหรือยัง?”

เพราะสุดท้าย ความสามารถของ AI คือสิ่งที่ทำให้คน “สนใจใช้” แต่ความเชื่อใจเรื่องข้อมูล คือสิ่งที่จะทำให้คน “ยอมใช้ต่อไป” จริง ๆ ครับ

ที่มา: งานวิจัยของ Microsoft Research เรื่อง Reducing privacy leaks in AI: Two approaches to contextual integrity

Table of Content