การใช้งาน Microsoft ไม่ว่าจะเป็น Dynamics 365 หรือ Power Platform จะสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้ก็ต่อเมื่อมีพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจทั้งระบบและเป้าหมายขององค์กรจริง ๆ การเลือก Implementor Microsoft จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่การติดตั้งระบบ แต่คือการออกแบบวิธีทำงานใหม่ให้ทีมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เต็มที่
ถ้าเลือกพาร์ทเนอร์ไม่ตรงกับความต้องการ จะกลายเป็นภาระให้ทีมงานแทนที่จะช่วยลดงาน
คำถามคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าพาร์ทเนอร์รายไหนเหมาะกับธุรกิจคุณจริง ๆ?
Quick Transformation สรุป 5 Checklist สำคัญ เพื่อช่วยให้องค์กรประเมินพาร์ทเนอร์ได้อย่างตรงจุด และเริ่มต้นวางระบบ Microsoft อย่างมั่นใจตั้งแต่วันแรก
Checklist 5 ข้อในการเลือก Implementor Microsoft
1) ต้องคิดแบบที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่ผู้ติดตั้งระบบ
การวางระบบ Microsoft ไม่ได้เริ่มจากฟีเจอร์ แต่เริ่มจากเป้าหมายทางธุรกิจและวิธีทำงานของผู้ใช้งานจริง
ทำไมถึงสำคัญ:
หากพาร์ทเนอร์ทำงานแบบ “ติดตั้งตาม Requirement” ระบบมักไม่รองรับการเติบโตในอนาคต ข้อมูลไม่เชื่อมกัน และทีมไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบได้เต็มที่ การออกแบบระบบที่ดี จึงควรออกแบบจากภาพรวมของการทำงานจริงในองค์กร เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ไขปัญหาขององค์กรได้อย่างตรงจุด
สิ่งที่ควรสังเกต:
- พาร์ทเนอร์สอบถามปัญหาเชิงกระบวนการ ไม่ใช่แค่รายการฟีเจอร์
- อธิบายเหตุผลของวิธีทำงานได้ชัดเจน
- ตั้งคำถามกับขั้นตอนที่ไม่สร้างคุณค่า เพื่อให้กระบวนการดีขึ้น
2) เข้าใจ Microsoft Ecosystem ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ ERP
ทุกวันนี้ องค์กรไม่ได้ใช้แค่ระบบ ERP ตัวเดียว แต่ต้องการเชื่อมต่อหลายระบบให้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น เชื่อม Dynamics 365 (Business Central หรือ Finance & Operations) กับ Power BI, Power Apps, Power Automate หรือระบบอื่น ๆ ที่องค์กรใช้อยู่ เพื่อให้การทำงานลื่นไหล ไม่สะดุดระหว่างทีมและกระบวนการ
ทำไมถึงสำคัญ:
การออกแบบเฉพาะระบบเดียวอาจทำให้ทีมทำงานซ้ำซ้อน หรือข้อมูลไม่ต่อเนื่อง การเข้าใจ Ecosystem จะช่วยให้องค์กรใช้ศักยภาพของระบบ Microsoft ได้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สิ่งที่ควรสังเกต:
- มีประสบการณ์เชื่อมระบบหลายส่วนร่วมกัน
- อธิบายผลกระทบข้ามแผนกได้ เช่น Finance, Sales, Operation
- แนะนำเครื่องมือ Microsoft ได้ตรงกับงาน โดยไม่ทำให้ระบบซับซ้อนเกินจำเป็น
3) มีกระบวนการทำงานที่พิสูจน์ได้
โครงการที่ดีต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เก็บข้อมูล ออกแบบ ทดสอบ และฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน
ทำไมถึงสำคัญ:
ปัญหาที่พบบ่อย เช่น Requirement ไม่ครบ ข้อมูลไม่พร้อม หรือผู้ใช้ไม่เข้าใจระบบ สามารถลดลงได้ด้วย Blueprint, Simulation, Sprint และ Training
สิ่งที่ควรสังเกต:
- กระบวนการเก็บ Requirement ชัดเจน
- มี Simulation หรือ Workshop ให้ผู้ใช้เห็นรูปแบบการทำงานก่อน Go live
- มีแผนทดสอบ แผนฝึกอบรม และแผนรองรับหลังขึ้นระบบ
4) ต้องมี Success Stories จริง
ผลงานจริงช่วยให้เห็นวิธีทำงานและความสามารถในการจัดการโครงการที่ซับซ้อน
ทำไมถึงสำคัญ:
ระบบ Microsoft มักเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมากและหลายแผนก การศึกษาผลงานที่ผ่านมา จะช่วยให้ประเมินคุณภาพของพาร์ทเนอร์ได้ตรงจุดมากขึ้น
สิ่งที่ควรสังเกต:
- มีผลงานในอุตสาหกรรมที่คล้ายกัน
- อธิบายวิธีแก้ปัญหาเชิงธุรกิจได้ ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์
- สามารถบอกได้ว่าลูกค้านำระบบไปใช้งานอย่างไรหลัง Go live
ตัวอย่างความสำเร็จของ Quick Transformation
ตัวอย่างต่อไปนี้สะท้อนวิธีคิดและกระบวนการที่ใช้ในโครงการจริงของลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นหลักฐานว่าการวางระบบ Microsoft ต้องอาศัยความเข้าใจธุรกิจ การออกแบบกระบวนการที่เหมาะสม และการเตรียมข้อมูลที่เป็นระบบ
Case 1: T.Man Pharma
องค์กรต้องย้ายข้อมูลประวัติศาสตร์กว่า 49 ปีเข้าสู่ระบบเดียว และต้องการเชื่อมการทำงานของทุกฝ่ายให้เป็นภาพเดียวกัน D365 F&O และ Power Apps ช่วยให้องค์กรจัดโครงสร้างข้อมูลใหม่ ลดความซ้ำซ้อน และให้ผู้บริหารเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทันที
อ่านบทความฉบับเต็มของ T.Man Pharma
Case 2: มโนยนต์ชัย
ธุรกิจอะไหล่มีรายการสินค้าและอะไหล่จำนวนมาก มโนยนต์ชัยเลือกใช้ D365 F&O ร่วมกับ Power BI เพื่อจัดการข้อมูล 16,000 SKU ให้เป็นระบบเดียว ช่วยให้ทีมขาย คลังสินค้า และบัญชีทำงานด้วยข้อมูลเดียวกันและลดความคลาดเคลื่อนลงอย่างชัดเจน
อ่านบทความฉบับเต็มของ มโนยนต์ชัย
Case 3: Scholl Thailand
ธุรกิจ Retail ต้องรวมข้อมูลจากหลายช่องทางให้ผู้บริหารมองภาพรวมได้ชัดเจน การนำ Business Central มาใช้ทำให้งานบัญชีและการขายเชื่อมกันเป็นชุดเดียว ช่วยลดเวลาในการปิดงบ และทำให้ทีมหน้าร้านและสำนักงานใหญ่ใช้ข้อมูลแบบเดียวกัน
อ่านบทความฉบับเต็มของ Scholl Thailand
Case 4: Eye Bangkok Hospital
โรงพยาบาลต้องการปรับระบบข้อมูลทางการเงินให้รองรับการตรวจสอบและการเติบโตในระยะยาว Business Central ช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสนับสนุนการวางแผนสู่เป้าหมายองค์กรได้ชัดเจนขึ้น
อ่านบทความฉบับเต็มของ Eye Bangkok Hospital
ทำไม Quick Transformation คือ Implementor Microsoft ที่ใช่
เมื่อพิจารณาจาก Checklist ทั้งห้าที่กล่าวไปก่อนหน้า จะเห็นภาพชัดเจนว่าการเลือก Implementor Microsoft ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจธุรกิจ ความสามารถเชิงเทคนิค และกระบวนการทำงานที่พิสูจน์ได้ Quick Transformation ทำงานภายใต้หลักการเดียวกับที่บทความนี้แนะนำ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่หลายองค์กรใช้ในการวางระบบ Microsoft อย่างเป็นขั้นตอน
ทำงานแบบที่ปรึกษา
โครงการเริ่มจากการทำความเข้าใจบริบทจริงขององค์กร ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีทำงานของทีม เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงทำตามรายการฟีเจอร์
มีประสบการณ์ในหลายอุตสาหกรรม
การเคยทำงานร่วมกับองค์กรในธุรกิจที่แตกต่างกัน เช่น ยา อะไหล่ โรงพยาบาล การผลิต และ Retail ช่วยให้ทีมมองเห็นความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละอุตสาหกรรม และออกแบบระบบให้สอดคล้องกับข้อจำกัดที่แตกต่างกัน
เข้าใจการทำงานร่วมกันของ ERP และ Power Platform
ปัจจุบันหลายองค์กรต้องใช้มากกว่าระบบ ERP เพียงระบบเดียว Quick Transformation ให้ความสำคัญกับการเชื่อมข้อมูลระหว่าง ERP Power BI Power Apps และ Workflow เพื่อให้กระบวนการทำงานต่อเนื่องมากขึ้น
ใช้กระบวนการทำงานที่เป็นระบบ
การทำ Blueprint การทดสอบ การเตรียมข้อมูล และการฝึกอบรมเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนก่อน Go Live และช่วยให้ทีมผู้ใช้เข้าใจระบบก่อนใช้งานจริง
มีผลงานที่สามารถตรวจสอบได้
กรณีศึกษาที่เผยแพร่ช่วยให้เห็นภาพการทำงานในสถานการณ์จริง รวมถึงวิธีจัดการความซับซ้อน เช่น การย้ายข้อมูลจำนวนมาก หรือการทำงานร่วมกันหลายฝ่ายในองค์กร
พร้อมเริ่มต้นประเมินระบบ Microsoft สำหรับองค์กรของคุณหรือยัง
หากองค์กรต้องการประเมินความพร้อมหรืออยากเริ่มวางแผนเบื้องต้น สามารถพูดคุยกับทีม Quick Transformation เพื่อวิเคราะห์บริบทและแนวทางที่เหมาะสมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปรึกษา Quick Transformation




