Power BI คือเครื่องมือ Business Intelligence (BI) จาก Microsoft ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็น Insight จากข้อมูลและสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจได้
ปัจจุบันหลายองค์กรต้องทำงานกับข้อมูลจากหลายแหล่ง ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมากและมีความซับซ้อน จนบางครั้งการวิเคราะห์ข้อมูลอาจเกิดความผิดพลาดและความล่าช้าได้ “Microsoft Power BI” จึงเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนข้อมูลปริมาณมากให้กลายเป็นภาพรวมที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้งานมองเห็น Insight สำคัญได้ทั้งหมด และนำไปใช้งานต่อได้
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก Power BI คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง พร้อมตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Excel กับ Power BI ควรเลือกใช้อะไรดี?
รู้จัก Microsoft Power BI คืออะไร?
Power BI เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมของ Microsoft Power Platform ซึ่งมาพร้อมความสามารถในการรวบรวมข้อมูล นำมาประมวลผลเพื่อให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ การนำเสนอข้อมูลให้ลูกค้า หรือการใช้ข้อมูลประกอบการประชุมและวางแผนธุรกิจ
จุดเด่นของ Microsoft Power BI คือความสามารถในการนำข้อมูลปริมาณมาก (Big Data) มาสรุปและนำเสนอในรูปแบบของ Data Visualization ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น กราฟ ตาราง และ Dashboard ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นและเข้าใจข้อมูลเชิงลึกได้ง่ายขึ้น บุคลากรหรือผู้บริหารมองเห็นภาพรวมขององค์กรในมุมเดียวกัน และนำข้อมูลไปใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“Data is the new oil”
ข้อมูลถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับองค์กรเพราะเมื่อมีข้อมูลที่มีคุณภาพและสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ข้อมูลเหล่านั้นสามารถช่วยให้องค์กรมองเห็นแนวโน้ม ค้นพบโอกาสในการลงทุน และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ดังนั้น การมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลอย่าง Power BI จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็น Insight ที่นำไปใช้ต่อได้จริง
รูปแบบการใช้งาน Power BI ใช้ยังไง
วิธีใช้หรือหลักการทำงานของ Microsoft Power BI ก่อนที่จะสร้างเป็น Report เพื่อนำข้อมูลไปใช้จริงได้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. นำเข้าข้อมูล
ขั้นตอนแรกคือการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ข้อมูลประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft 365 Excel (M365 Excel), CSV, XML, Text หรือจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลที่อยู่บน Cloud เช่นเดียวกัน
2. สร้าง Data Model
เป็นขั้นตอนการจัดระเบียบข้อมูลให้ข้อมูลต่าง ๆ แบ่งประเภทได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
3. เขียนสูตร DAX (Data Analysis Expressions)
การเขียนสูตร DAX หรือ Data Analysis Expressions เป็นการเขียนสูตร Visual ต่าง ๆ เพื่อนำมาแสดงบน Report ในลำดับถัดไป
4. สร้าง Report เพื่อนำเสนอ
ขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้าง Report เพื่อนำเสนอ ที่นำเอาข้อมูลที่ผ่านกระบวนการทั้งหมดมานำเสนอ โดยสามารถกำหนดรูปแบบของ Visualization ได้ตามความต้องการ
ไขข้อสงสัย Power BI ทำอะไรได้บ้าง
Microsoft Power BI คือเครื่องมือ Business Intelligence (BI) มาพร้อมความสามารถโดดเด่น ดังนี้
1. เชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่ง
Power BI สามารถเชื่อมต่อและนำเข้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ Excel, ฐานข้อมูล ระบบ Cloud หรือบริการและแอปพลิเคชันอื่น ๆ ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบมาไว้เพื่อวิเคราะห์ในรูปแบบเดียวกันได้ง่ายขึ้น
2. วิเคราะห์ข้อมูลและค้นหา Insight
Power BI ช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นแนวโน้ม ความสัมพันธ์ หรือประเด็นที่น่าสนใจจากข้อมูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้สามารถนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
3. สร้าง Dashboard และ Data Visualization
ข้อมูลที่มีความซับซ้อนสามารถนำมาแสดงผลผ่านกราฟ ตาราง แผนภูมิ และ Dashboard ในรูปแบบต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจข้อมูลได้ง่ายกว่าการดูข้อมูลดิบ และสามารถเลือกดูข้อมูลในมุมมองที่ต้องการได้
4. ติดตามข้อมูลและผลการดำเนินงาน
องค์กรสามารถนำ Power BI มาใช้สร้าง Dashboard สำหรับติดตามตัวชี้วัดสำคัญ (KPI) และผลการดำเนินงานของแต่ละส่วนงาน โดยข้อมูลสามารถอัปเดตตามรอบที่กำหนด ทำให้ผู้บริหารและบุคลากรสามารถติดตามสถานการณ์ของธุรกิจและใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
5. แชร์ข้อมูลและรายงานภายในองค์กร
Power BI ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์ Report และ Dashboard ให้กับบุคลากรหรือทีมที่เกี่ยวข้องได้ ทำให้แต่ละฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันและมองเห็นภาพรวมของธุรกิจในทิศทางเดียวกัน ลดการทำรายงานด้วยตนเองและช่วยให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เนื่องจากความสามารถของ Power BI สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้หลายรูปแบบ ดังนั้น Power BI จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่หลายองค์กรเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น
- Amazon
- Adobe
- Volvo Group
- Zurich Insurance
- Rolls-Royce
- UChicago Medicine
ข้อดีของโปรแกรม Power BI มีอะไรบ้าง
ข้อดีของโปรแกรม Microsoft Power BI มีดังนี้
1. อัปเดตเวอร์ชันอยู่เสมอ
Power BI เป็นเครื่องมือ BI ที่จะมีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วจะพัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ ตาม Feedback ที่ได้รับจากผู้ใช้งานในแต่ละครั้ง
2. จัดเก็บข้อมูลบนระบบ Cloud
ปัจจุบันข้อมูลจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นเอกสารหรือกระดาษอีกต่อไป เพียงอัปโหลดขึ้นบนระบบ Cloud ก็จะสามารถนำข้อมูลมาประมวลผลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนในการบำรุงรักษา Hardware Maintenance ได้มากยิ่งขึ้น
3. Customize ได้ตามต้องการ
Microsoft Power BI สามารถปรับแต่ง Model ของข้อมูลที่นำเข้ามาในโปรแกรมได้ โดยสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ Configure ที่มีอยู่ในตัวโปรแกรม หรือใช้การเขียนโค้ดเข้ามาช่วยก็ได้เช่นเดียวกัน
4. สามารถออกแบบ Report ได้หลากหลาย
ภายในโปรแกรม Microsoft Power BI มีเทมเพลตรูปแบบ Report ให้เลือกใช้งานหลายรูปแบบ สามารถปรับแต่งข้อมูลที่นำเสนอได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน รวมไปถึงการปรับแต่งเพิ่มความสวยงาม เพื่อให้การนำเสนอข้อมูลนั้นมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
5 ราคาเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน
เมื่อนำข้อมูลราคาไปเปรียบเทียบกับเครื่องมือ BI จากหลาย ๆ แบรนด์ จะสามารถประเมินได้ว่า Power BI ไม่ได้มีราคาสูงจนเกินไป หากเทียบกับความคุ้มค่าของฟังก์ชันต่าง ๆ เครื่องมือที่มีให้เลือกใช้งาน ตลอดจนประสิทธิภาพของเครื่องมืออื่น ๆ
อัปเดตล่าสุด Microsoft Power BI ราคาเท่าไร
Microsoft Power BI มีหลายราคา ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและบริการที่เลือกใช้ ดังนี้
- Power BI ฟรี: รวมอยู่ในบัญชี Microsoft Fabric ฟรี
- Power BI Pro: ราคา USD$14.00 ผู้ใช้/เดือน ชำระเงินรายปี
- Power BI Premium: ต่อผู้ใช้ ราคา USD$24.00 ผู้ใช้/เดือน ชำระเงินรายปี
- Power BI Embedded: ราคาขึ้นอยู่กับแต่ละรูปแบบที่เลือกใช้
หากสนใจใช้บริการหรือต้องการเช็กราคา Power BI เบื้องต้น สามารถเช็กรายละเอียดได้ผ่านทางเว็บไซต์ Microsoft
*หมายเหตุ: ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการอัปเดตจากทาง Microsoft และการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการใช้งาน
Power BI ดาวน์โหลดได้จากที่ไหน?
Power BI สามารถดาวน์โหลดได้จาก Microsoft Store หรือเว็บไซต์ทางการศูนย์รวมดาวน์โหลด โดยมีทั้ง Microsoft Power BI Desktop และ Microsoft Power BI บนมือถือ ซึ่งรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android
Power BI กับ Excel ต่างกันอย่างไร?
Microsoft Power BI มีความสามารถใกล้เคียงกับ Microsoft Excel แต่ก็มีจุดแตกต่างกันบางประการ สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าควรเลือกใช้โปรแกรมใดมากกว่ากัน ทีม Quick Transformation สรุปข้อมูลพร้อมเปรียบเทียบระหว่าง Power BI กับ Excel มาให้ดังนี้
ลักษณะการใช้งาน | Microsoft Excel | Microsoft Power BI |
ธุรกิจที่มีข้อมูลจำนวนมาก | รองรับข้อมูลได้สูงสุด 1,048,576 แถวต่อ Worksheet เหมาะกับการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลในระดับหนึ่ง | รองรับการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากได้ดี สามารถทำงานกับข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านระบบ Data Model และการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ |
ธุรกิจที่มีการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย | สามารถแชร์และทำงานร่วมกันบนไฟล์ Excel ได้ แต่อาจมีความยุ่งยากเนื่องจากต้องกำหนดว่า สามารถแชร์ได้เฉพาะบาง Sheet เท่านั้น | ออกแบบมาเพื่อการแชร์ Report และ Dashboard ภายในองค์กร สามารถกำหนดสิทธิ์และบทบาทของผู้ใช้งาน ได้อย่างเป็นระบบ |
ธุรกิจที่ต้องนำเสนอข้อมูลอย่างมืออาชีพ | สามารถสร้างกราฟและ Visualization ได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาและทักษะในการใช้งาน | มีเครื่องมือ Data Visualization และ Dashboard ที่หลากหลาย ปรับรูปแบบการนำเสนอได้อย่างยืดหยุ่น |
การติดตามข้อมูลและ KPI | สามารถสร้างตารางและกราฟเพื่อติดตามข้อมูลได้ เหมาะกับการวิเคราะห์หรือจัดทำรายงานเป็นครั้ง ๆ | สามารถสร้าง Dashboard สำหรับติดตาม KPI และข้อมูลสำคัญของธุรกิจ สามารถดึงข้อมูลจากฐานอื่น ๆ ได้ |
สรุปแล้วหากข้อมูลมีจำนวนไม่เยอะมาก หลักหมื่นหรือหลักแสน แหล่งข้อมูลเป็นไฟล์ทั่วไป และหากถนัดการวิเคราะห์ด้วยสูตรหรือตารางแบบ Pivot เดิม โปรแกรม Excel อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากข้อมูลมาจากหลายระบบ เช่น ระบบ Cloud, CSV, XML หรือ Text ข้อมูลมีขนาดใหญ่ และต้องการสร้างแดชบอร์ดเพื่อสรุปรายงาน โปรแกรม Microsoft Power BI อาจจะตอบโจทย์มากกว่า
Microsoft Power BI เหมาะกับใครบ้าง?
โปรแกรม Power BI มีฟีเจอร์การรวบรวมข้อมูลและสร้างรายงาน เพื่อให้ผู้ใช้มองเห็น Insight ธุรกิจได้ชัดเจน ดังนั้น ธุรกิจที่เหมาะกับ Microsoft Power BI ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เกี่ยวกับข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น
- นักวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ
- นักวิเคราะห์ข้อมูล
- นักวิเคราะห์การตลาด
- นักวิเคราะห์การเงิน
- ฝ่ายทรัพยากรบุคคล
- เจ้าหน้าที่ IT/ผู้ดูแลระบบ
- นักวิเคราะห์ฝ่ายขาย
- วิศวกรข้อมูล
- ผู้บริหารและผู้จัดการระดับต่าง ๆ
โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับ Microsoft Power BI มีอะไรบ้าง
นอกจากความสามารถในข้างต้นแล้ว โปรแกรม Power BI สามารถทำงานร่วมเข้ากับโปรแกรมอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะในกลุ่ม “Microsoft Power Platform” ผ่านการแชร์ข้อมูลในระบบ Cloud ทำให้ข้อมูลที่ถูกนำมาวิเคราะห์ เป็นข้อมูลที่เรียลไทม์มากที่สุด มีความแม่นยำสูง พร้อมสามารถเรียกใช้งานได้อย่างทันท่วงที
ยกตัวอย่างโปรแกรมอื่น ๆ ในกลุ่มของ Microsoft Power Platform ที่ทำงานร่วมกับ Microsoft Power BI ดังนี้
- Power Apps สร้างแอปบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ให้พนักงานทำงานได้สะดวกขึ้น เปลี่ยน Process กระดาษให้เป็นดิจิทัลงานภายในองค์กร
- Power Pages สร้างหน้าเว็บไซต์ ให้คนภายนอกหรือลูกค้าเข้ามาใช้งาน พร้อมความปลอดภัยระดับองค์กร
- Power Automate สร้าง Workflow การทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ เหมือนเป็นคนส่งเอกสารหรือจัดการงานซ้ำ
สรุป Power BI คืออะไร มีข้อดีอะไรบ้าง
Power BI คือ เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างรายได้ทางธุรกิจ โดยสามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และนำเสนอผ่านการสร้างแดชบอร์ด, รายงาน และ Data Visualization ที่เข้าใจง่าย เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกให้กลายเป็นข้อมูล Insight นำไปใช้งานต่อได้อย่างรวดเร็ว
การเลือกใช้ Power BI หรือ Excel แนะนำให้พิจารณาตามลักษณะและความต้องการขององค์กรตนเอง หากข้อมูลไม่ซับซ้อน Excel ยังถือเป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์การทำงานได้ดี แต่หากข้อมูลมีปริมาณมาก และต้องการสร้างแดชบอร์ดเพื่อให้หลาย ๆ คนเข้าถึงข้อมูลร่วมกัน Power BI ก็จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
สุดท้ายนี้ หากใครยังลังเลหรือกังวลว่าองค์กรของตนเองควรจะเลือกใช้โปรแกรมไหนดีให้เหมาะสมกับตนเอง สามารถปรึกษาทีม Quick Transformation ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญพร้อมตอบทุกคำถามและให้คำแนะนำฟรี
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Tableau กับ Power BI แตกต่างกันอย่างไร?
Tableau กับ Power BI ต่างก็เป็นโปรแกรม Business Intelligence (BI) เหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่ Tableau เป็นของ Salesforce ราคาสูง และมีความยืดหยุ่น ส่วน Power BI มาจาก Microsoft ราคาเข้าถึงได้ง่าย และสามารถเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ Microsoft ได้อย่างง่ายดาย








